วันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2556

สรุปคำตัดสินศาลโลก 11พ.ย. 2556

วันอังคาร 12 พฤศจิกายน 2556 เวลา 09:46 น.

มติเอกฉันท์ “ศาลโลก” พิพากษาไทยแพ้คดีพระวิหาร รับมีอำนาจวินิจฉัยคำพิพากษาปี 2505 ชี้พื้นที่บริเวณโดยรอบปราสาทอยู่ในเขตอธิปไตยกัมพูชาเช่นเดียวกับตัวปราสาทฯ สั่งไทยถอนกำลังทหาร-ตำรวจ ออกจากพื้นที่พิพาท เตือน ประเด็นพื้นที่ 4.6 ตร.กม. ให้ 2 ประเทศร่วมประชุมหารือจัดการพื้นที่ร่วมกันหลังขึ้นเป็นมรดกโลก ท่ามกลาง “ยูเนสโก” เข้ามาควบคุมดูแล ด้าน “ทูตวีรชัย” เผยกัมพูชา ไม่ได้รับพื้นที่ 4.6 ตร.กม.ตามคำขอในสำนวน ได้เพียงพื้นที่แคบ ๆ รอบปราสาทและศาลไม่ได้ชี้ขาดเรื่องเส้นเขตแดน ด้านนายกฯฮุนเซน ได้ทีไล่บี้ไทยถอนกำลังทหาร ขณะที่นายกฯปู จัดทีมเจรจา ยืนยันปกป้องอธิปไตยเต็มที่
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 พ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ องค์คณะผู้พิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งประกอบด้วยองค์คณะผู้พิพากษาจำนวน 17 คน ได้อ่านคำพิพากษา กรณีกัมพูชายื่นขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารปี 2505 โดยมีคณะของกัมพูชา และคณะฝ่ายไทยนำโดย นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหม นายวีรชัย พลาศรัย ในฐานะตัวแทนไทยดำเนินการทางกฎหมายปราสาทพระวิหาร พร้อมทีมงานเข้าร่วมรับฟัง
นายปีเตอร์ ทอมกา ประธานศาลโลก กล่าวความเป็นมาของคำตัดสินคดีปราสาทพระวิหาร ระบุว่า กัมพูชาได้ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2011 อ้างถึงมาตรา 60 และ 98 ของธรรมนูญศาล และ ร้องขอให้ศาลตีความปราสาทพระวิหาร วันเดียวกันกัมพูชาอ้างมาตรา 96 และ 73 ของศาล ขอให้มีมาตรการชั่วคราวเพราะมีการล่วงล้ำของประเทศไทยเข้าสู่ดินแดนกัมพูชา ต่อมาศาลมีมาตรการชั่วคราวให้แก่ทั้งสองฝ่ายในปี 2011
โดยจะขอเริ่มต้นอ่านคำพิพาษาในวรรคที่ 14 ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในเงื้อมผาเทือกเขาพนมดงรัก ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นพรมแดนสองประเทศคือ กัมพูชาตอนใต้ และไทยตอนเหนือ ในเดือน ก.พ. 1904 กัมพูชาอยู่ใต้อารักขาของรัฐฝรั่งเศส ที่เทือกเขาพนมดงรักเป็นไปตามสันปันน้ำ ซึ่งเป็นไปตามการประกาศของคณะกรรมการเตรียมการ เรื่องงานที่เสร็จสิ้นคือ การเตรียมการและตีพิมพ์เผยแพร่แผนที่ที่ได้รับ ซึ่งภารกิจนั้นมอบให้เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศส 4 นาย ต่อมาในปี 1907 ทีมก็ได้เตรียมแผนที่ 17 ระหว่าง อินโดจีนกับไทย และมีแผนที่ขึ้นมา มีคณะกรรมการปักปันระหว่างอินโดจีนกับสยาม ทำให้พระวิหารตกอยู่ในดินแดนกัมพูชา หลังจากที่กัมพูชาประกาศอิสรภาพ ปี 1953 ต่อมาประเทศไทยได้ยึดครองปราสาทในปี 1954 แต่การเจรจาไม่เป็นผล ปี 1959 กัมพูชาร้องต่อศาล และไทยก็คัดค้านตามมา และศาลปฏิเสธการรับฟังของไทย และมีคำพิพาทเกิดขึ้นจริง ซึ่งเทือกเขาดงรักที่เรียกว่า แผนที่ภาคผนวก 1 นั้น อยู่ในกัมพูชา โดยมีผลบังคับระหว่างรัฐประเทศตามที่กัมพูชากล่าวอ้าง แต่ในแง่การมีผลผูกพันเหตุการณ์ระหว่างสองประเทศต้องยืนยันตามสันปันน้ำ
ศาลพูดถึงข้อปฏิบัติการในคำพิพากษา ตัดสินว่า พระวิหารอยู่ในอธิปไตยของกัมพูชา และไทยมีผลผูกพัน หรือในบริเวณข้างเคียง และมีพันธกรณีที่ต้องนำวัตถุทั้งหลายที่ได้นำออกไปให้นำส่งคืน หลังจากมีคำพิพากษา 1962 ไทยก็ได้ถอนกำลังออกจากพระวิหาร และมีการทำรั้วลวดหนาม หลังจากที่เป็นไปตามมติครม.ของไทยในวันที่ 11 ก.ค. 1962 แต่ไม่มีการตีพิมพ์เผยแพร่
ทั้งนี้ ศาลระบุว่า กัมพูชาได้ยื่นคำร้องต่อศาลซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลาหลังจากที่คำพิพากษา เป็นต้นมา ในมุมมองของไทยคือ ได้ออกจากบริเวณปราสาทและไทยได้กำหนดฝ่ายเดียวว่า เขตพระวิหารอยู่ที่ใดซึ่งตามคำพิพากษาในปี 1962 ได้กำหนดตำแหน่งเขตปราสาท ที่ไทยต้องถอนและได้จัดทำรั้วลวดหนาม ปราสาทไม่ได้เกินไปกว่าเส้นกำหนดตามกัมพูชาประท้วงว่า ไทยถอนกำลังออกไปนั้นก็ได้ยอมรับว่า ปราสาทเป็นของกัมพูชาจริง แต่กัมพูชาได้ร้องว่า ไทยสร้างรั้วรุกไปในดินแดนกัมพูชาซึ่งไม่เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลและในมุมมองของกัมพูชาต้องการเสนอยูเนสโก แสดงให้เห็นว่า ทั้งสองมีข้อพิพาทในความหมายและขอบเขตในคำพิพากษาปี 1962 จริง
ศาลได้ดูสาระข้อพิพาทเพื่อให้แน่ใจว่า เป็นไปตามขอบเขตอำนาจศาล ม.60 ตามธรรมนูญศาลหรือไม่และเห็นว่าสองฝ่ายขัดแย้งกัน ซึ่งในข้อพิพาท 1962 ที่บอกว่า คำพิพากษามีผลบังคับใช้เป็นเส้นแบ่งเขตแดนสองประเทศ การพิจารณาครั้งนี้ศาลพิจารณาในจุดยืนของฝ่ายที่แสดงออกมาคือ ตามคำขอของกัมพูชา คือ มีสถานที่และได้ต่อสู้เพื่อขึ้นทะเบียนมรดกโลกก็มีมุมมองต่างกันของขอบเขตและบริเวณดินแดน
โดยข้อที่ 1 ศาลเข้าใจว่า ปราสาทอยู่ในดินแดนกัมพูชา ท้ายที่สุดศาลก็ได้ดูเรื่องปัญหาที่สองฝ่ายเห็นต่างคือ พันธกรณีการถอนกำลังออกจากปราสาท ในดินแดนของกัมพูชา และให้ข้อพิพากษาเรื่องการสื่อสารการเข้าใจของสองประเทศในการนำปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนมรดกโลกและการปะทะแสดงว่า มีความเข้าใจที่แตกต่างกันจริง คำพิพากษามีความสำคัญ 3 แง่ คือ คำพิพากษาไม่ได้ตัดสินว่า มีข้อผูกพันเป็นเขตแดนระหว่างสองประเทศหรือไม่ 2.มีความสัมพันธ์กรณีความหมายและขอบเขตของวลีที่ว่า บริเวณใดเป็นของกัมพูชา และ 3.มีข้อพิพาทในกรณีให้ไทยถอนกำลัง คือ เป็นไปตามข้อปฏิบัติข้อที่สอง
เมื่อกัมพูชาได้ร้องขอ ศาลจึงรับคำร้องขอของกัมพูชา ศาลเห็นว่ามีข้อพิพาทของทั้งสองฝ่าย ตามข้อ 60 ของธรรมนูญศาล ด้วยเหตุนี้ศาลจึงมีอำนาจรับไว้พิจารณา ศาลจึงคำนึงถึงข้อ 60 ทำให้ขอบเขตมีความชัดเจนขึ้น ด้วยเหตุนี้ศาลจึงต้องดูอยู่ภายใต้ขอบเขตเคร่งครัด ไม่สามารถหยิบเรื่องที่ได้ข้อยุติไปแล้ว ดังนั้น การพิจารณาขอบเขตและความหมายจึงยึดถือข้อปฏิบัติที่ผ่านมา ซึ่งประเทศไทยได้ต่อสู้ว่า หลักการกฎหมาย ห้ามไม่ให้ศาลตีความเกินการตีความในปี 1962 และได้ถูกกล่าวย้ำในข้อต่อสู้ของคู่ความ อย่างไรก็ตาม ศาลไม่สามารถตีความที่ขัดแย้งกับคำพิพากษาในปี 1962 ได้ และกัมพูชาเห็นว่า ข้อสรุปในปี 1962 ทำให้เห็นว่า ศาลได้วินิจฉัยประเด็นต่าง ๆ ตามข้อวินิจฉัยในปี 1962 และขณะนั้นได้ใช้ข้อ 74 เป็นข้อบังคับในขณะนั้น ซึ่งไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา และบทสรุปเป็นเพียงบทสรุปของคำวินิจฉัย ไม่ถือเป็นปัจจัยที่มีผล กระทบต่อหลักปฏิบัติ
ประเทศไทยยังได้กล่าวอ้างถึงพฤติกรรมของปี 1962 และเดือน ธ.ค. 2008 ที่มีเหตุการณ์ปะทุขึ้นมา คำพิพากษาไม่ถือว่า เป็นสนธิสัญญา หรือตราสารที่ผูกพันคู่ความ การตีความที่อาจจะมีผลกระทบกับพฤติกรรมต่อ ๆ ไป ดูได้จากสนธิสัญญา ณ กรุงเวียนนา การตีความจะดูว่าศาลได้พิพากษาอะไร ขอบเขตและความหมายไม่อาจที่จะเปลี่ยนแปลงไปของพฤติกรรมของคู่ความ และการตีความศาลจะไม่พิจารณาในประเด็นนั้น มีลักษณะ 3 ประการในคำพิพากษา 1962
1. พิจารณาว่า เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยของที่ตั้งปราสาทพระวิหาร และศาลไม่มีหน้าที่ปักปันเขตแดน ศาลจึงกลับไปดูคำพิพากษา 1962 โดยดูในคำคัดค้าน ว่า เป็นเขตอำนาจอธิปไตยมากกว่าเขตแดน ดังนั้น ข้อเรียกร้อง 1-2 ของกัมพูชาในภาคผนวก 1 ศาลจะรับเท่าที่เป็นเหตุ โดยไม่มีการกล่าวถึงภาคผนวก 1 หรือสถานที่ของเขตแดน ไม่มีการแนบแผนที่ในคำพิพากษา ประเด็นต่าง ๆ ที่คู่ความได้กล่าวอ้างก็มีความสำคัญในการกำหนดเขตแดน
2.แผนที่ภาคผนวก 1 ประเด็นที่แท้จริงคือ คู่ความได้รับรองแผนที่ภาคผนวก 1 และเส้นแบ่งเขตแดน ที่เป็นผลจากคณะกรรมการปักปันเขตแดน และมีผลผูกพันหรือไม่ ศาลได้ดูพฤติกรรมของคู่ความในการเสด็จของสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ไปเยี่ยมชมปราสาทพระวิหารก็เหมือนการยอมรับโดยอ้อมของสยามในอธิปไตย ถือเป็นการยืนยันของประเทศไทยในเส้นแบ่งแดนภาคผนวก 1 ในปี 1908 และ 1909 ยอมรับในแผนที่ และยอมรับว่า เส้นแบ่งเขตแดนเป็นเส้นแบ่งเขตแดนที่นำไปสู่การยอมรับว่า ปราสาทพระวิหารอยู่ในกัมพูชา ทำให้แผนที่ภาคผนวกอยู่ในสนธิสัญญา จึงเห็นว่าการตีความสนธิสัญญาจึงต้องชี้ขาดว่า เขตแบ่งตามแผนที่ 1
3. ศาลมีความชัดเจนว่า ศาลดูเฉพาะบริเวณรอบปราสาทฯ เท่านั้น ซึ่งเป็นบริเวณที่เล็กมาก และในปี 1962 กัมพูชากล่าวว่า ขอบเขตพิพาทนั้นเล็กมาก และถ้อยแถลงอื่น ๆ ก็ไม่มีอะไรขัดแย้งกันในปี 1962 และทันทีหลังจากมีคำพิพากษา ศาลได้อธิบายว่า ปราสาทพระวิหารอยู่ทางตะวันออกของเทือกเขาดงรัก ในทางทั่วไปถือว่า เป็นเขตแดนของทั้งสองประเทศ ศาลเห็นว่าปราสาทอยู่ในอธิปไตยของกัมพูชา แต่ต้องกลับมาในบทปฏิบัติการ 2 และ 3 ที่เห็นว่า ผลของคำพิพากษาที่ 1 ตำรวจที่ปฏิบัติการในปราสาทพระวิหารหรือบริเวณใกล้เคียงไม่มีการพูดถึงการถอนกำลัง และไม่มีการกล่าวถึงว่า หากถอนกำลังต้องถอนไปที่ใด พูดเพียงปราสาทและบริเวณใกล้เคียง ไม่มีการกำหนดว่า เจ้าหน้าที่ใดของไทยต้องถอน พูดเพียงว่าเจ้าหน้าที่ที่เฝ้ารักษาการณ์หรือดูแล ศาลจึงเห็นว่าจะต้องเริ่มจากดูหลักฐานที่อยู่ต่อหน้าศาล และพยานหลักฐานเดียวคือ พยานหลักฐานที่ฝ่ายไทยได้นำเสนอ ซึ่งได้มีการเยือนไปยังปราสาทในปี 1961 แต่ในการซักค้านของฝ่ายกัมพูชา พยานเชี่ยวชาญของไทยบอกว่า มีแค่ผู้เฝ้ายาม 1 คน และตำรวจ มีการตั้งแคมป์ และไม่ไกลมีบ้านพักอยู่ และทนายฝ่ายไทย กล่าวว่า สถานีตำรวจอยู่ทางใต้ของแผนที่ภาคผนวก 1
ต่อมาปี 1962 กัมพูชาได้เสนอข้อต่อสู้ว่า จะต้องใช้เส้นสันปันน้ำในการปักปันเขตแดน แต่ศาลเห็นว่า ไม่จำเป็นต้องใช้สันปันน้ำ ซึ่งฝ่ายไทยเห็นว่า สำคัญ เพราะการแบ่งเส้นต่าง ๆ มีความใกล้เคียงกันสันปันน้ำ การที่สถานีตำรวจตั้งใกล้สันปันน้ำ เป็นไปตามมติ ครม. เมื่อศาลสั่งให้ไทยถอนกำลัง ก็น่าจะมีความประสงค์ให้เจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ตามคำเบิกความของไทย เนื่องจากไม่มีหลักฐานว่า มีเจ้าหน้าที่อื่นใด จึงเห็นว่าควรยาวไปถึงสถานที่ตั้งมั่นของสถานีตำรวจ เส้นแบ่งเขตแดนตามมติ ครม. จึงไม่ถือว่า เป็นเส้นแบ่งเขตแดน ศาลจึงเห็นว่า ชัดเจนมากตามภูมิศาสตร์ ที่ภาคตะวันตกเฉียงใต้มีหน้าผาที่ชัน และตะวันตกเฉียงเหนือก็เป็นที่ที่อยู่ในเทือกเขาดงรัก หุบเขาทั้งสองนี้เป็นช่องทางที่กัมพูชาสามารถเข้าถึงปราสาท ดังนั้น การทำความเข้าใจใกล้เคียงพระวิหาร ศาลจึงเห็นว่า เขตแดนกัมพูชาทางเหนือไม่เกินเส้นแบ่งเขตแดนตามภาคผนวก 1 และไม่ได้ระบุระยะที่ชัดเจน
ศาลสรุปว่าชะโงกหน้าผาที่อยู่เหนือแผนที่ภาคผนวก 1 อยู่ภายใต้อธิปไตยกัมพูชา และศาลถือเป็นหัวใจของข้อขัดแย้งครั้งนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายต้องดำเนินการตามพันธกรณีด้วยความเคารพ ทั้งนี้กัมพูชามีอธิปไตยเหนือพื้นที่ปราสาทพระวิหาร ดังนั้น ไทยยังมีพันธกรณีถอนกำลังทหาร ตำรวจ ออกจากบริเวณเหล่านั้นกัมพูชาและไทย ต้องคุยกันเองโดยมียูเนสโก ควบคุมในฐานะมกดกโลก ภายใต้บริเวณนี้ ขอสรุปว่ากัมพูชามีอำนาจเหนือชะโงกหน้าผา ไทยต้องถอนกำลังทหารในพื้นที่เหล่านั้น
ด้วยเหตุเหล่านี้ ศาลมีมติเอกฉันท์ การขอตีความคดีของกัมพูชา ศาลมีอำนาจรับฟ้อง คำพิพากษา 15 มิ.ย. 1962 พิพากษา กัมพูชามีอธิปไตยในดินแดนทั้งหมดเหนือปราสาทพระวิหาร ไทยต้องถอน กำลัง ทหาร ตำรวจ และกำลังอื่น ทั้งหมดออกจากบริเวณดังกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าศาลโลกได้ใช้เวลาอ่านคำพิพากษาเป็นเวลาประมาณ 53 นาที
ต่อมา นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะหัวหน้าทีมทนายความต่อสู้คดีปราสาทพระวิหาร แถลงภายหลัง ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ศาลโลก ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีคำพิพากษา คดีที่กัมพูชาได้ร้องขอให้ตีความคำพิพากษาเดิม กรณีปราสาทพระวิหาร เมื่อปี 2505 โดยระบุว่า 1. ศาลพิพากษาว่ามีอำนาจพิจารณาตีความคำร้องของกัมพูชา
นายวีรชัย กล่าวอีกว่า 2. ศาลไม่ได้ตัดสินเรื่องเขตแดน โดยกัมพูชาไม่ได้รับ 4.6 ตารางกิโลเมตร หรือ 4.7 ตารางกิโลเมตร หรือ ภูมะเขือ เว้นแต่บริเวณที่แคบมาก ๆ ซึ่งสองฝ่ายต้องหารือกัน 3.ที่สำคัญมากคือศาลไม่ได้ระบุว่า แผนที่ 1 ต่อ 2 แสนตารางกิโลเมตรเป็นส่วนหนึ่งของคำตัดสินเมื่อปี 2505 ทั้งนี้ศาลโลกได้แนะนำให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันดูแลปราสาทพระวิหารในฐานะมรดกโลก
ด้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การต่างประเทศ กล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า ผลการตัดสินของศาลโลกออกมาเป็นที่น่าพอใจของทั้งสองฝ่าย โดยไทยกับกัมพูชาจะหารือในคณะกรรมาธิการร่วมระดับทวิภาคีต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เวลาประมาณ 18.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) หรือราว 12.00 น. (ตามเวลาในกรุงเฮก) ศาลได้เปิดเผยรายละเอียดคำพิพากษาอย่างละเอียด เป็นภาษาอังกฤษ มีความยาว 39 หน้าด้วยกัน โดยสามารถอ่านคำพิพากษาฉบับเต็มได้ที่ http://www.icj-cij.org/docket/files/151/17704.pdf
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเฮก ว่า ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ไอซีเจ ของสหประชาชาติ ณ กรุงเฮก มีคำวินิจฉัยชี้ขาดคดีพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาเมื่อวันจันทร์ ว่า พื้นที่รอบ ๆ โบราณสถานปราสาทพระวิหารบนเขตแดนไทย เป็นของกัมพูชา
โดยผู้พิพากษาหัวหน้าคณะ ปีเตอร์ ทอมกา กล่าวว่า องค์คณะผู้พิพากษามีมติเป็นเอกฉันท์ โดยอาศัยการตีความตามคำพิพากษาปี พ.ศ. 2505 ของ ไอซีเจ ซึ่งระบุว่า กัมพูชามีอำนาจอธิปไตยเหนือพื้นที่ทั้งหมดของยอดแหลมเขาพระวิหาร ดังนั้นฝ่ายไทยจึงมีพันธกรณีที่จะต้องถอนกำลังทหาร ตำรวจ หรือหน่วยรักษาความปลอดภัยทั้งหมด ออกพ้นจากพื้นที่ดังกล่าว
ทั้งนี้เมื่อปีที่แล้ว ไอซีเจ หรือ ศาลโลก มีคำตัดสินว่าทั้งไทยและกัมพูชา ควรถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่พิพาท ซึ่งเป็นยอดแหลมอยู่เหนือหน้าผาในกัมพูชา แต่สามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่าจากฝั่งไทย ในที่สุดไทยและกัมพูชาสั่งถอนทหารหลายร้อยนายออกจากพื้นที่พิพาทในเดือน ก.ค. 2555 โดยนำเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยรักษาความปลอดภัยเข้าไปประจำการแทน
รายงานระบุอีกว่า นายฮอร์ นัมฮง รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ซึ่งอยู่ในศาลด้วยระหว่างการอ่านคำพิพากษา ได้กล่าวต่อบรรดาผู้สื่อข่าวภายหลังว่า เป็นคำตัดสินที่ดีมาก ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของ ไอซีเจ ในครั้งนี้มีผลผูกพันตามกฎหมาย และไม่สามารถยื่นอุทธรณ์คัดค้านได้
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สมเด็จ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ใจความว่า ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศตัดสินว่า กัมพูชาควรได้สิทธิอธิปไตยเหนือพื้นที่พิพาทโดยรอบปราสาทพระวิหาร และมีคำสั่งให้ไทยถอนกำลังออกจากพื้นที่บริเวณนั้น พร้อมระบุคำตัดสินของผู้พิพากษา ปีเตอร์ ทอมกา ประธานศาลโลกว่า “กัมพูชามีอธิปไตยเหนือตัวปราสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบ ดังนั้น ไทยจึงต้องถอนกำลังทหาร ตำรวจ การ์ด และผู้ดูแลทั้งหมดออกจากพื้นที่โดยรอบตัวปราสาทพระวิหาร”
ที่ทำเนียบรัฐบาล ตึกสันติไมตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แถลงการณ์ผ่านรายการโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ภายหลังที่ศาลโลกอ่านคำพิพากษาตีความกรณีพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทย กับ กัมพูชา จากศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ว่า รัฐบาลเห็นว่าเป็นคำพิพากษาที่ให้ความสำคัญกับการที่ 2 ประเทศจะต้องเจรจากันและมีหลายส่วนที่เป็นคุณกับประเทศไทย
โดยมีประเด็นหลัก ๆ ดังนี้ 1. ศาลรับฟังข้อต่อสู้ของไทย และได้ตัดสินยืนยันที่จะตัดสินภายในขอบเขตของคำพิพากษาเดิมเมื่อปี 2505 2.ศาลรับฟังข้อต่อสู้ของไทยโดยยืนยันว่าคำพิพากษาเดิมเมื่อปี 2505 นั้นไม่ได้ตัดสินเกี่ยวกับประเด็นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา เพราะเป็นประเด็นที่อยู่นอกเหนือจากคำพิพากษาเดิม ซึ่งหมายความว่าศาลไม่รับพิจารณาข้อเรียกร้องของกัมพูชาเหนือพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรและที่สำคัญศาลไม่ได้ตัดสินว่าแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสนผูกพันกับไทย โดยผลของคำพิพากษาเมื่อปี 2505
3.ศาลรับตีความในประเด็นเฉพาะที่เกี่ยวกับพื้นที่บริเวณใกล้เคียงปราสาทตามคำพิพากษาเดิมเมื่อปี 2505 โดยศาลอธิบายว่าเป็นพื้นที่ขนาดเล็กมาก ซึ่งกำหนดขึ้นตามสภาพภูมิศาสตร์ที่ประกอบขึ้นเป็นยอดเขาพระวิหาร โดยไม่ได้กำหนดเส้นเขตแดน และที่สำคัญไม่ร่วมพื้นที่ภูมะเขือ ซึ่งในส่วนของพื้นที่บริเวณใกล้เคียงปราสาทนี้ทั้ง 2 ประเทศจำเป็นต้องหารือกันในรายละเอียดต่อไปโดยกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ 4.ศาลได้แนะนำให้ความสำคัญกับการที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะร่วมมือกันในการอนุรักษ์และพัฒนาปราสาทพระวิหารในฐานะที่เป็นมรดกโลก
ดังนั้นรัฐบาลได้สั่งให้ทีมที่ปรึกษากฎหมายศึกษารายละเอียดและสาระสำคัญของคำพิพากษาเพื่อนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะไปประกอบพิจารณา ดำเนินการของรัฐบาลต่อไป ต่อจากนั้นไทยและกัมพูชาจะต้อองเจรจาหารือภายใต้กลไกที่มีอยู่ระหว่างทั้ง 2 ประเทศเพื่อให้ได้ข้อยุติ ให้เป็นที่ยอมรับของทั้ง 2 ฝ่าย และจะคำนึงถึงขั้นตอนและกระบวนการของกฎหมายและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
“ยืนยันว่า การดำเนินการของรัฐบาลจะรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง รวมทั้งเกียรติภูมิของชาติและความเป็นประชาคมอาเซียน พร้อมกันนี้รัฐบาลได้สั่งการและกำชับให้ฝ่ายทหารและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงยังคงรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณชายแดน รักษาอธิปไตยและดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินขิงประชาชนในพื้นที่ เพื่อสันติภาพ สันติสุข และความสงบเรียบร้อย ดังนั้นทั้ง 2 ประเทศจึงจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกันเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ” นายกรัฐมนตรี กล่าว และว่า ในวันที่ 12 พ.ย.จะนำเอาผลการตัดสินของศาลโลกเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.).
ข้อมูลจำเพาะ : กรณีพิพาทเขตแดนกลุ่มอาเซียน
ข้อพิพาททางทะเลที่เกิดขึ้นกับชาติสมาชิกอาเซียน (สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) อยู่ที่เขตทะเลจีนใต้ ซึ่งมีหลายชาติไม่ว่าจะเป็น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย และ บรูไน รวมไปถึงไต้หวันและชาติมหาอำนาจอย่างจีน ต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนบางส่วนในหมู่เกาะและเกาะแก่งต่างๆ เช่น หมู่เกาะสแปรตลีย์ในเขตทะเลจีนใต้ ซึ่งมีรายงานว่า มีแหล่งทรัพยากรที่สำคัญอย่างน้ำมัน และ แก๊สธรรมชาติ รวมไปถึงการเป็นเส้นทางสัญจรทางทะเลที่สำคัญสำหรับเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ และพื้นที่ทำการประมง
ชาติสมาชิกอาเซียนได้นำปัญหานี้เข้าสู่ที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนมาแล้วทุกครั้ง เพื่อให้บรรลุซึ่งพันธกรณีว่าด้วยระเบียบปฏิบัติทางทะเล ไม่ให้เกิดข้อพิพาทรุนแรงถึงขั้นการทำสงคราม โดยเฉพาะกับชาติมหาอำนาจอย่างจีน ซึ่งกำลังขยายแสนยานุภาพทางทะเล เช่น มีเรือบรรทุกเครื่องบินไว้ประจำการในกองทัพ เป็นการสร้างดุลแห่งอำนาจ อย่างไรก็ตาม ชาติสมาชิกอาเซียนก็ไม่เคยนำข้อพิพาททางทะเลนี้ขึ้นสู่การพิจารณาและตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

วันพุธที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

การเลือกตั้งในประเทศมาเลเซีย พ.ศ.2556


การเลือกตั้งในประเทศมาเลเซีย พ.ศ.2556

                       ประเทศมาเลเซียจัดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2556 
หลังนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2556 
โดยมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภานิติบัญญัติรัฐ 12 จาก 13 รัฐ
ยกเว้น (รัฐซาราวัก)  หลังธรรมเนียมปฏิบัติที่เริ่มตั้งแต่ปี 2547  ให้จัดการเลือกตั้งเหล่านี้พร้อมกัน
พรรครัฐบาล แนวร่วมแห่งชาติ (BN) ที่ครอบงำโดยพรรคอัมโนของนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซะก์ 
ได้รับเสียงข้างมาก แม้พรรคปากาตัน รักเกียตที่ตั้งโดยพรรคการเมืองฝ่ายค้านสามพรรค 
จะได้รับเสียงจากประชาชนมากที่สุด ทั้งนี้ เพราะที่นั่งมิได้จัดสรรตามสัดส่วน 
แต่ในระดับเขตเลือกตั้ง ตามระบบแบ่งเขตคะแนนสูงสุด (first-past-the-post system) อย่างไรก็ดี 
พรรคฝ่ายค้านมีที่นั่งในสภาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่พรรครัฐบาลเสียที่นั่งเล็กน้อย

       นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค แห่งมาเลเซีย 
เข้าเฝ้าฯสมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านแห่งมาเลเซีย เพื่อทำพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเฉพาะพระพักตร์ 
รับตำแหน่งผู้นำประเทศสมัยที่ 2 ท่ามกลางการคัดค้านของฝ่ายค้านที่เตรียมประท้วง
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 56  

ว่า นายนาจิบ ราซัค เดินทางไปเข้าเฝ้าฯสมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านแห่งมาเลเซีย 

เพื่อทำพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเฉพาะพระพักตร์ รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 อย่างเป็นทางการ 

ขณะที่ฝ่ายค้านประกาศจะยื่นคำร้องและจัดชุมนุมต่อต้านผลการเลือกตั้ง

นาจิบ วัย 59 ปี เดินทางไปเข้าเฝ้าฯสมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านตวนกู อับดุล ฮาลิม มูอัซซอม ชาห์   

ณ พระบรมมหาราชวัง ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อทำพิธีสาบานตนและถวายสัตย์ปฏิญาณ 

ก่อนเข้ารับตำแหน่งผู้นำมาเลเซียต่ออีก 1 สมัย 

หลังคณะกรรมการการเลือกตั้งรับรองผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 5 พ.ค. ว่า พรรคร่วมรัฐบาล          

“แนวร่วมแห่งชาติ” 13 พรรค ที่นำโดยพรรคองค์การสหมาเลย์แห่งชาติ ( อัมโน ) ของนาจิบ 

ได้ที่นั่งในรัฐสภาไป 133 ที่นั่ง จากทั้งหมด 222 ที่นั่ง ซึ่งเกิน 2 ใน 3

ขณะที่พรรคแนวร่วม “ปากาตัน รัคยัต” หรือพรรคแนวร่วมฝ่ายค้าน 3 พรรค 

นำโดยพรรคความยุติธรรมปวงชน ( พีเคอาร์ ) ของนายอันวาร์ อิบราฮิม ตามมาเป็นอันดับ 2 ได้ไป 89 

ที่นั่ง ส่วนจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์อยู่ที่ 10 ล้านคน จากทั้งหมด 13 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 80 

สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

ส่วนอันวาร์ ผู้นำฝ่ายค้าน วัย 65 ปี ยังคงยืนกรานไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งที่ออกมา 

โดยนอกจากจะเตรียมยื่นหนังสือร้องเรียนแล้ว เขายังจะจัดการชุมนุมประท้วงต่อเนื่องเป็นเวลา 2 วัน 

เพื่อคัดค้านผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่ขาดความชอบธรรมอย่างแท้จริง

                             การเลือกตั้งทั่วไปในประเทศมาเลเซีย พ.ศ. 2556
ธงชาติของมาเลเซีย
2551 ←5 พฤษภาคม 2556[1]

ทั้ง 222 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร
และทั้ง 505 ที่นั่งในสภานิติบัญญัติรัฐใน 12 รัฐของมาเลเซีย (ยกเว้นรัฐซาราวัก)

ฝ่ายข้างมากต้องได้เกิน 112 ที่นั่ง
ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง84.84%
 พรรคที่หนึ่งพรรคที่สอง
 Dato Sri Mohd Najib Tun Razak.JPG
ผู้นำนาจิบ ราซะก์อันวาร์ อิบราฮิม
พรรคพรรคแนวร่วมแห่งชาติพรรคปากาตัน รักเกียต
ผู้นำตั้งแต่3 เมษายน 255228 สิงหาคม 2551
ที่นั่งผู้นำปกันเปอร์มาตังปาอูห์
ผลครั้งที่แล้ว140 ที่นั่ง, 50.27%82 ที่นั่ง, 46.75%
ที่นั่งที่ได้13389
เปลี่ยนแปลง 7 7
คะแนนเสียง5,237,6995,623,984
ร้อยละ47.38%50.87%
Swing 2.89%4.12%

นายกรัฐมนตรี
ก่อนการเลือกตั้ง

นายกรัฐมนตรีที่ได้รับแต่งตั้ง





























วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2556

เรื่องโลก



โลก





ชื่อภาษาไทย : โลก

ชื่อภาษาอังกฤษ : World

ลักษณะของโลก : เป็นทรงวงรีในแนวดิ่งเส้นผ่านศูนย์กลางยาว12,711 กม.ในแนวนอนยาว 12,755 กม.
                              ต่างกัน 44 กม. มีพื้นน้ำ 3 ส่วน หรือ 71% และมีพื้นดิน 1 ส่วน หรือ 29 % แกนโลกจะ
                              เอียง 23.5 องศา  

รูปร่างของโลก : โลกมีรูปทรงกระบอกแบนขั้ว หมายความว่ามีรูปทรงกระบอกแต่บริเวณขั้วโลกทั้งสอง 

แบนเล็กน้อย และโป่งออกทางเส้นศูนย์สูตร ความยาวรอบโลกประมาณ 40,000 กิโลเมตร มีเส้นผ่าน

ศูนย์กลางประมาณ 12,700 กิโลเมตร จุดที่สูงที่สุดบนพื้นโลกคือ ยอดเขาเอเวอร์เรสต์ ซึ่งมีความสูง 

8,848 เมตรจากระดับน้ำทะเล ส่วนจุดที่ลึกที่สุดในโลกคือ ร่องลึกก้นสมุทรมาเรียนา ซึ่งมีความลึก 

10,911 เมตรจากระดับน้ำทะเล เนื่องจากโลกมีลักษณะโป่งออกทางตอนกลางคือเส้นศูนย์สูตร ทำให้

จุดที่ห่างไกลจากจุดศูนย์กลางโลกคือยอดเขาชิมโบราโซ ในประเทศเอกวาดอร์  

บริวาร : ดวงจันทร์

ลักษณะทางกายภาพของโลก : เส้นผ่านศูนย์กลางตามแนวศูนย์สูตร 12,756.28 km.

                                                  เส้นผ่านศูนย์กลาง 12,713.56 km.

                                                  เส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ย 12,742.02 km.

                                                  เส้นรอบวงตามแนวสูตร 40,075 km.

                                                  เส้นรอบวงตามแนวขั้ว 40,008 km.

                                                  พื้นที่ผิว 510,067,420 km2.

                                                  ปริมาตร 1.0832 x 1012 km3.

                                                  มวล 59,736x1024 kg.

                                                 ความหนาแน่น 5.515 g/cm3

                                                  ความโน้มถ่วงที่ศูนย์สูตร 9.780 m/s2 1(0.997 32จี)

                                                  ความเร็วหลุดพ้น 11.186 km/s

                                                  คาบการหมุนรอบตัวเอง 1674.38 km/h =465.11 m/s 

                                                  ความเร็วการหมุนรอบตัวเอง 0.997  258 วัน

                                                  ความเอียงของแกน 23.439 281 องศา

                                                  ไรต์แอสเซนซันของขั้วโลกเหนือ 0 องศา

                                                   เดคลิเนชัน 90 องศา

                                                   อัตราส่วนสะท้อน 0.367 

                                                   ความกดบรรยากาศพื้นผิว 100 kPa

บรรยากาศของโลก : สภาพอากาศของโลกคือการถูกห่อหุ้มด้วยชั้นบรรยากาศ ซึ่งมีทั้งหมด 5 ชั้น

                                  -โทรโพสเฟียร์ เริ่มตั้งแต่ 0-10 กิโลเมตรจากผิวโลก บรรยากาศมีไอน้ำ เมฆ หมอก                            

ซึ่งมีความหนาแน่นมากและมีการแปรปรวนของอากาศอยู่ตลอดเวลา

                                  -สตราโพสเฟียร์ เริ่มตั้งแต่ 10-35 กิโลเมตรจากผิวโลก บรรยากาศชั้นนี้แทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง

                                  -โทรโพสเฟียร์ เริ่มตั้งแต่ 35-80 กิโลเมตรจากผิวโลกบรรยากาศมีก๊าซโอโซนอยู่

มากซึ่งจะช่วยสกัดแสงอัลตร้าไวโอเลต(UV)จากดวงอาทิตย์ไม่ให้มาถึงพื้นโลกมากเกินไป

                                  -ไอโอโนสเฟียร์ เริ่มตั้งแต่ 80-600 กิโลเมตรจากผิวโลก บรรยากาศมีออกซิเจน

จางมากไม่เหมาะกับมนุษย์

                                  -เอกโซสเฟียร์ เริ่มตั้งแต่ 660 กิโลเมตรขึ้นไปจากผิวโลก บรรยากาศมีออกซิเจน 

จางมากๆ และมีก๊าซฮีเลียมและไฮโดรเจนอยู่มาก โดยมีชั้นติดต่อกับอวกาศ

ส่วนประกอบทางเคมีของโลก  (Chemical Composition)


โดยการประเมินทางอ้อม จากวิธีทางธรณีฟิสิกส์ ทำให้เราทราบโครงสร้างภายในของ

โลก และค่าความแปรปรวนทางความดันอุณหภูมิ และความหนาแน่นแล้วนั้น ปัญหาเรื่ององค์ประกอบ

ทางเคมีของแต่ละชั้นใต้เปลือกโลกลงไปเป็นอย่างไร ยังคงต้องหาคำตอบกันต่อไป ซึ่งส่วนใหญ่ได้

ข้อมูลจากวิธีการศึกษาทางอ้อมเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษาโดยทางอ้อมจากวัตถุที่มา

จากนอกโลก (Extraterrestial ; E.T.) ได้แก่การประเมินเทียบเคียงจากอุกกาบาต (Meteorites) เป็นต้น



องค์ประกอบของโลก

                                     


Posts filed under ‘โครงสร้างและส่วนประกอบ’

โครงสร้าง

เปลือกโลก (crust) เป็นชั้นนอกสุดของโลกที่มีความหนาประมาณ 60-70 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าเป็นชั้นที่
บางที่สุดเมื่อเปรียบกับชั้นอื่นๆ เสมือนเปลือกไข่ไก่หรือเปลือกหัวหอม เปลือกโลกประกอบไปด้วยแผ่น
ดินและแผ่นน้ำ ซึ่งเปลือกโลกส่วนที่บางที่สุดคือส่วนที่อยู่ใต้มหาสมุทร ส่วนเปลือกโลกที่หนาที่สุดคือ 
เปลือกโลกส่วนที่รองรับทวีปที่มีเทือกเขาที่สูงที่สุดอยู่ด้วย นอกจากนี้เปลือกโลกยังสามารถแบ่งออก
เป็น 2 ชั้นคือ
 ชั้นที่หนึ่ง: ชั้นหินไซอัล (sial) เป็นเปลือกโลกชั้นบนสุด ประกอบด้วยแร่ซิลิกาและอะลูมินาซึ่งเป็นหิน
แกรนิตชนิดหนึ่ง สำหรับบริเวณผิวของชั้นนี้จะเป็นหินตะกอน ชั้นหินไซอัลนี้มีเฉพาะเปลือกโลกส่วนที่
เป็นทวีปเท่านั้น ส่วนเปลือกโลกที่อยู่ใต้ทะเลและมหาสมุทรจะไม่มีหินชั้นนี้
 ชั้นที่สอง: ชั้นหินไซมา (sima) เป็นชั้นที่อยู่ใต้หินชั้นไซอัลลงไป ส่วนใหญ่เป็นหินบะซอลต์ประกอบ
ด้วยแร่ซิลิกา เหล็กออกไซด์และแมกนีเซียม ชั้นหินไซมานี้ห่อหุ้มทั่วทั้งพื้นโลกอยู่ในทะเลและ
มหาสมุทร ซึ่งต่างจากหินชั้นไซอัลที่ปกคลุมเฉพาะส่วนที่เป็นทวีป และยังมีความหนาแน่นมากกว่าชั้น
หินไซอัล
แมนเทิล
แมนเทิล (mantle หรือ Earth’s mantle) คือชั้นที่อยู่ถัดจากเปลือกโลกลงไป มีความหนาประมาณ 3,000  
กิโลเมตร บางส่วนของหินอยู่ในสถานะหลอมเหลวเรียกว่าหินหนืด (Magma) ทำให้ชั้นแมนเทิลนี้มีความ
ร้อนสูงมาก เนื่องจากหินหนืดมีอุณหภูมิประมาณ 800 – 4300°C ซึ่งประกอบด้วยหินอัคนีเป็นส่วนใหญ่ 
เช่นหินอัลตราเบสิก หินเพริโดไลต์
              
แก่นโลก
ความหนาแน่นของดาวโลกโดยเฉลี่ยคือ 5,515 กก./ลบ.ม. ทำให้มันเป็นดาวเคราะห์ที่หนาแน่นที่สุดใน
ระบบสุริยะ แต่ถ้าวัดเฉพาะความหนาแน่นเฉลี่ยของพื้นผิวโลกแล้ววัดได้เพียงแค่ 3,000 กก./ลบ.ม. 
เท่านั้น ซึ่งทำให้เกิดข้อสรุปว่า ต้องมีวัตถุอื่นๆ ที่หนาแน่นกว่าอยู่ในแก่นโลกแน่นอน ระหว่างการเกิดขึ้น
ของโลก ประมาณ 4.5 พันล้านปีมาแล้ว การหลอมละลายอาจทำให้เกิดสสารที่มีความหนาแน่นมากกว่า
ไหลเข้าไปในแกนกลางของ โลก ในขณะที่สสารที่มีความหนาแน่นน้อยกว่าคลุมเปลือกโลกอยู่ ซึ่งทำให้
แก่นโลก (core) มีองค์ประกอบเป็นธาตุเหล็กถึง 80%, รวมถึงนิกเกิลและธาตุที่มีน้ำหนักที่เบากว่าอื่นๆ 
แต่ในขณะที่สสารที่มีความหนาแน่นสูงอื่นๆ เช่นตะกั่วและยูเรเนียม มีอยู่น้อยเกินกว่าที่จะผสานรวมเข้า
กับธาตุที่เบากว่าได้ และทำให้สสารเหล่านั้นคงที่อยู่บนเปลือกโลก แก่นโลกแบ่งได้ออกเป็น 2 ชั้นได้แก่
- แก่นโลกชั้นนอก (outer core) มีความหนาจากผิวโลกประมาณ 2,900 – 5,000 กิโลเมตร ประกอบด้วย
ธาตุเหล็กและนิกเกิลในสภาพที่หลอมละลาย และมีความร้อนสูง มีอุณหภูมิประมาณ 6200 – 6400 มี
ความหนาแน่นสัมพัทธ์ 12.0 และส่วนนี้มีสถานะเป็นของเหลว
- แก่นโลกชั้นใน (inner core) เป็นส่วนที่อยู่ใจกลางโลกพอดี มีรัศมีประมาณ 1,000 กิโลเมตร มีอุณหภูมิ
ประมาณ 4,300 – 6,200 และมีความกดดันมหาศาล ทำให้ส่วนนี้จึงมีสถานะเป็นของแข็ง ประกอบด้วย
ธาตุเหล็กและนิกเกิลที่อยู่ในสภาพที่เป็นของแข็ง มีความหนาแน่นสัมพัทธ์ 17.0